สำนักข่าวแห่งชาติ

ภาคเอกชน เตรียมเสนอตัวส่งเสริมวิทยาการด้านการปลูกข้าวโพดหวาน

ภาคเอกชน เตรียมเสนอตัวส่งเสริมวิทยาการด้านการปลูกข้าวโพดหวานให้แก่เกษตรกร อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่

ภาคเอกชน เตรียมเสนอตัวส่งเสริมวิทยาการด้านการปลูกข้าวโพดหวานให้แก่เกษตรกรอำเภอแม่ วาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อทดแทนการปลูกข้าวและหอมหัวใหญ่ เนื่องจากเป็นพืชใช้น้ำน้อยและให้ราคาดี

นางอัมพันธ์ สุริยัง ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมและจัดซื้อวัตถุดิบ บริษัท ซันสวีท จำกัด ซึ่งผลิตและจำหน่ายข้าวโพดหวาน กล่าวว่า บริษัท ซันสวีท จำกัด เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวโพดหวานที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือตอนบน และใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ ปีที่ผ่านมาทำรายได้เข้าประเทศกว่า 1,500 ล้านบาท ส่งเสริมปลูกข้าวโพดหวานในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ ผลผลิตสามารถขายได้ทั้งหมด ขณะที่ลำต้นสามารถนำไปส่งขายเป็นอาหารวัว ล่าสุดทราบว่าอำเภอแม่วางได้ส่งเสริมให้ปลูกข้าวโพดหวานทดแทนการปลูกหอมหัว ใหญ่ที่มีปัญหาด้านราคา ทางบริษัทจึงเตรียมเสนอตัวกับทางอำเภอเพื่อส่งเสริมวิทยาการด้านการปลูกข้าว โพดหวาน ทดแทนการปลูกหอมหัวใหญ่ รวมถึงข้าวด้วย เนื่องจากเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย

สำหรับข้าวโพดหวานในภาคเหนือ ปลูกในพื้นที่ 8 จังหวัด มีพื้นที่ปลูกกว่า 80,000 ไร่ ผลผลิตนับแสนตัน ผลผลิตสามารถส่งออกขายไปยังประเทศแถบยุโรป มีรายได้ต่อไร่สูง ขณะที่การเปิดเขตการค้าเสรี จะไม่กระทบต่อข้าวโพดหวานมากนัก เนื่องจากมีคุณภาพที่แตกต่างกับข้าวโพดหวานจากจีน

โลจิสติกส์ ไทย - ลาว

รายงานพิเศษ

กระทรวง พาณิชย์ ดำเนินโครงการโลจิสติกส์การค้าสัญจร ครั้งที่ 5 สำรวจเส้นทางโลจิสติกส์ระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ให้สอดคล้องและส่งเสริมการค้า ภายในกรอบเขตการค้าเสรีอาเซียน

เมื่อเร็วๆ นี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการโลจิสติกส์การค้า กระทรวงพาณิชย์ นำคณะภาครัฐและภาคเอกชนไทย เดินทางเยือนหลายจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ภายใต้โครงการโลจิสติกส์การค้าสัญจร ครั้งที่ 5 เพื่อสำรวจเส้นทางโลจิสติกส์ระหว่างไทย-ลาว โดยได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโยธาธิการและขนส่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแผนการและการลงทุน รวมถึงรองเจ้าครองนครเวียงจันทร์

นายอลงกรณ์ พลบุตร กล่าวว่า การหารือกันในครั้งนี้ ทั้ง 2 ประเทศ มีความเห็นตรงกันว่า การพัฒนาความร่วมมือด้านโลจิสติกส์ระหว่างไทย-ลาว จะส่งผลให้เกิดการพัฒนาด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และความสัมพันธ์ระหว่างกัน

นายอลงกรณ์ กล่าวอีกว่า เพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ไทย-ลาว ครบรอบ 60 ปี และการสมโภชนครเวียงจันท์ ครบ 450 ปี กระทรวงพาณิชย์จึงกำหนดจัดงาน Thailand Trad Exhibition ขึ้นที่นครเวียงจันท์ ในเดือนกรกฎาคมนี้ โดยเชิญผู้ประกอบการของลาวเข้าร่วมงานแสดงสินค้าด้วย ทั้งนี้จากการหารือถึงเรื่องการค้าชายแดน และการค้าระหว่าง 2 ประเทศ ได้ตั้งเป้าหมายจะเพิ่มมูลค้าการค้าระหว่างกัน โดยจะต้องปรับปรุงการอำนวยความสะดวกบริเวณด่านชายแดน และเร่งรัดการยกระดับด่านชายแดน จุดผ่อนปรน และจุดผ่อนปรนชั่วคราว 40 จุด ตลอดแนวชายแดน รวมถึงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 และแห่งที่ 4

ทั้งหมดนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ทางการลาวพอใจต่อความตั้งใจในการสร้างเส้นทางเชื่อม โยง 2 ประเทศ และเชื่อว่าการค้าชายแดนก็จะมีโอกาสขยายตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการสอดคล้องและส่งเสริมการค้าภายใต้กรอบเขตการค้าเสรี อาเซียน หรือ AFTA ด้วย

สมาคมชาวสวนกาแฟไทย คัดค้านการนำเข้าเมล็ดกาแฟจากต่างประเทศ

สมาคมชาวสวนกาแฟไทย คัดค้านการนำเข้าเมล็ดกาแฟจากต่างประเทศ ชี้ จะทำให้ราคาเมล็ดกาแฟในประเทศตกต่ำ

นายประยูร สงค์ประเสริฐ นายกสมาคมชาวสวนกาแฟไทย เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ทางสมาคมได้ทำหนังสือ ไปยัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อคัดค้านการขอนำเข้าเมล็ดกาแฟจากต่างประเทศ หลังจากมีบริษัทแปรรูปกาแฟรายใหญ่ ได้ขอนำเข้าเมล็ดกาแฟจากต่างประเทศ โดยใช้เงื่อนไขของ ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียนหรือ AFTA ซึ่งสมาคมชาวสวนกาแฟไทย ต้องการขอเวลาให้เกษตรกรปรับตัวรับกับข้อตกลงดังกล่าวก่อนเนื่องจากเพิ่งมี ผลเป็นปีแรก อย่างไรก็ตาม หลังจากมีข่าวการนำเข้าเมล็ดกาแฟจากต่างประเทศ ทำให้ราคาเมล็ดกาแฟในประเทศตกต่ำ เหลือกิโลกรัมละ 45 บาท แต่ล่าสุดบริษัทรับซื้อกาแฟรายใหญ่ได้ประกาศชะลอการนำเข้ากาแฟจากต่างประเทศ แล้ว ทำให้ราคากาแฟขยับขึ้นมาอยู่ที่ 59 บาทต่อกิโลกรัม

สำหรับ ปริมาณผลผลิตกาแฟทั่วประเทศ ปีการผลิต 2552/2553 คาดว่าน่าจะอยู่ที่ 4.8- 5 หมื่นตัน ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว ดังนั้นราคาเมล็ดกาแฟในปีนี้น่าจะมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นหลัง เดือนมีนาคม ไปแล้ว เกษตรกรควรติดตามข่าวสาร ราคาเมล็ดกาแฟอย่างต่อเนื่อง และควรแบ่งขาย เพื่อป้องกันปัญหาผลผลิตล้นตลาด

สศก.ระบุ ผลจากการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียนสินค้าข้าวมีทั้งด้านบวกและด้านลบ

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ระบุ ผลจากการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียนสินค้าข้าวมีทั้งด้านบวกและด้านลบ แนะกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตรฯ ควรเปิดโอกาสให้เกษตรกรรับทราบปัญหาเพื่อเตรียมรับมือ

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในปี 2551-2552 ประเทศไทยทำการส่งออกข้าวไปต่างประเทศ จำนวน 9.5 ล้านตัน ซึ่งมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ประเทศไทยจะต้องดำเนินการตามพันธกรณีที่ต้องลดภาษีนำเข้าเหลือ ร้อยละ 0 และยกเลิกมาตรการโควตาภาษีในปี 2553 สำหรับสินค้าเกษตร 23 รายการ ตามข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ซึ่งได้มีผลบังคับใช้ไปแล้วในวันที่ 1 มกราคม 2553 โดยมีสินค้าข้าวเป็น 1 ใน 23 รายการ ทำให้เกิดผลทั้งด้านบวก และด้านลบตามมา โดยด้านบวกประเทศไทยจะสามารถส่งออกข้าวได้มากขึ้น เนื่องจากประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ มีการลดภาษีและตลาดอาเซียนเป็นตลาดใหญ่ที่มีประชากรเกือบ 500 ล้านคน ส่วนผลกระทบด้านลบ ได้แก่ อาจมีการนำเข้าข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านซึ่งอาจจะมีข้าว GMOs เจือปนผสมในข้าวไทย เพื่อแปรรูปเป็นอาหาร ซึ่งจะทำให้ข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวของไทยขาดความน่าเชื่อถือในตลาดโลกได้

นายอภิชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า กองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของ ประเทศ ควรเปิดโอกาสให้เกษตรกรไทยและผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับทราบถึงผลกระทบจากการ เปิดการค้าเสรีสินค้าข้าวเพื่อนำไปสู่การปรับตัว ตลอดจนเตรียมกำหนดแผนงาน โครงการช่วยเหลือ ส่งเสริม หรือสนับสนุน ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมต่อไป

รมช.พาณิชย์ เชื่อผลจากข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน จะส่งดี

รมช.พาณิชย์ เชื่อผลจากข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน จะส่งดีต่อการขยายตลาดส่งออกของผู้ประกอบการไทย

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เชื่อผลจากข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน จะส่งดีต่อการขยายตลาดส่งออกของผู้ประกอบการไทย

นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า จีนเป็นประเทศคู่ค้าใหญ่ของไทย ปัจจุบันมีมูลค่าการค้าประมาณ 36,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และจากการบังคับใช้ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ที่บังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 จะทำให้ตลาดการค้าของไทยขยายใหญ่ขึ้น เนื่องจากจีนมีประชากรกว่า 1,300 ล้านคน ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการส่งออกสินค้าไทยไปยังจีน ส่วนการเตรียมรับกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดตั้งกองทุน FTA เป็นเกราะป้องกันให้ผู้ประกอบการไทยแล้ว โดยเฉพาะสาขาการเกษตร

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาผู้ประกอบการไทยได้ปรับตัวให้พร้อมรับกับข้อตกลงดังกล่าว โดยได้ระดมความคิดเห็นจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เชื่อว่าผู้ประกอบการจะสามารถเข้าสู่ข้อตกลงได้ดี ทั้งนี้ ในอาเซียนไทยถือเป็นประเทศที่ได้เปรียบกว่าประเทศอื่นทั้งภาคแรงงาน วัตถุดิบ และทรัพยากรธรรมชาติราคาถูก นอกจากนี้ รัฐบาลเตรียมจัดทำยุทธศาสตร์ระยะยาว โดยการสร้างเมืองชายแดน เพื่อสร้างงานสร้างอาชีพให้คนไทยมีธุรกิจมากขึ้น

ภาคประชาสังค ชี้การทำงานขององค์กรอิสระเกี่ยวกับเรื่องมาบตาพุด...

ภาคประชาสังค ชี้การทำงานขององค์กรอิสระเกี่ยวกับเรื่องมาบตาพุดรัฐบาลไม่ควรเข้าแทรกแซง
สำนักข่าวแห่งชาติ 17 ธ.ค. 52

ภาค ประชาสังคม ชี้การทำงานขององค์กรอิสระเกี่ยวกับเรื่องมาบตาพุด รัฐบาลไม่ควรเข้าแทรกแซงการทำงาน และให้มีองค์อิสระเพียงองค์กรเดียว เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน

นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กล่าวถึงการทำงานของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายว่า ควรปราศจากการแทรกแซงการทำงานจากรัฐบาล โดยเฉพาะการจัดทำประเภทกิจการที่มีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน 19 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการที่นำหลักการมาจากภาคประชาสังคม เพื่อให้การทำงานเสร็จภายในสิ้นปีนี้ ส่วนการจัดตั้งองค์การอิสระเพื่อตรวจพิจารณาอนุมัติโครงการลงทุนให้เป็นไป ตามหลักเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญ 2550 มองว่า องค์กรที่เข้ามาดูแลเรื่องดังกล่าวควรมีเพียงองค์กรเดียว ที่มีคณะกรรมการ 13 คน แต่หากมีงานเข้ามาล้นมือสามารถตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาช่วยพิจารณาเป็นราย โครงการได้ เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของโครงการที่ศาลปกครองมีคำสั่งระงับโครงการอยู่ หากปฎิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดอย่างครบถ้วน สามารถขอศาลปกครองกลางเพื่อให้ยกเลิกคำสั่งระงับโครงการ และเดินหน้าดำเนินการต่อไปได้

นายกฯ ยืนยัน รบ.ให้ความสำคัญกับสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ

สำนักข่าวแห่งชาติ 16 ธ.ค. 52 - พร้อมเร่งติดตามแก้ไขปัญหาโดยยึดหลักประเมินผลสุขภาพ เพื่อสรางความมั่นใจให้กับองค์กรระหว่างประเทศ

นายก รัฐมนตรียืนยัน รัฐบาลให้ความสำคัญกับสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ โดยจะติดตามแก้ไขปัญหาตามหลักประเมินผลสุขภาพ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับองค์กรระหว่างประเทศ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในโอกาสเปิดการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 2 ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการจัดเวทีการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลสนับสนุนให้ประชาชนจากทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำนโยบาย สาธารณะ ซึ่งหลายประเทศต้องการจะศึกษาถึงความสำเร็จของรัฐบาล

นายกรัฐมนตรียืนยันว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับผลการประชุมสมัชชา โดยจะติดตามดูแลเรื่องที่ยังเป็นปัญหา และอุปสรรค โดยจะมีการแลกเปลี่ยนความเห็นระหว่างกัน นอกจากนี้ จะนำแนวคิดเรื่องการเข้าถึงยารักษาโรคเอดส์ ไปใช้ในการเจรจาแลกเปลี่ยนกับองค์กรระหว่างประเทศ รวมทั้งบรรษัทข้ามชาติ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ดีต่อกัน

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมว่า มีความก้าวหน้าไปมาก แต่โดยรวมยังต้องการคำตอบ เช่น กรณีปัญหามาบตาพุด ซึ่งรัฐบาลพยายามคลี่คลายปัญหาให้เร็วที่สุด โดยยึดกระบวนการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ ที่ใช้เป็นหลักในการอ้างอิงทางด้านกฎหมาย ที่สำคัญคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบร่วมกันว่า กระบวนการพัฒนาในพื้นที่ใดๆ จำเป็นต้องตกลงทำความเข้าใจร่วมกับชุมชนตั้งแต่ต้น รวมทั้งจะเร่งจัดการกับเรื่องความละเลย หรือความหย่อนยานในการบังคับใช้กฎหมาย เช่น เรื่องก๊าซรั่ว ซึ่งจะไปตอกย้ำความไม่มั่นใจของนักลงทุน

รัฐสภา ผ่านความเห็นชอบกรอบความร่วมมือและหนังสือสัญญา ตามม.190

ที่ประชุมร่วมรัฐสภา ผ่านความเห็นชอบกรอบความร่วมมือและหนังสือสัญญา ตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ จำนวน 3 กรอบแล้ว
สำนักข่าวแห่งชาติ 19 พ.ย. 52

ที่ ประชุมร่วมกันของรัฐสภา มีมติผ่านความเห็นชอบกรอบความร่วมมือและหนังสือสัญญา ตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ จำนวน 3 กรอบแล้ว รวมทั้งอนุมัติให้นำร่างข้อบังคับ ว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการ พ.ศ.... พิจารณาในสมัยประชุมนี้

การประชุมร่วมกันของรัฐสภา สมัยสามัญนิติบัญญัติ วันนี้ (19 พ.ย.52) เริ่มเมื่อเวลา 10.00 น. โดยมี นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม ซึ่งเป็นการพิจารณาบันทึกความร่วมมือและหนังสือสัญญา ตามมาตรา 190 ต่อจากการประชุมครั้งที่แล้ว โดยพิจารณาไปพร้อมกันทั้ง 3 กรอบ คือ ความตกลงพหุภาคีอาเซียนว่าด้วยการเปิดเสรีอย่างเต็มที่ของบริการขนส่งผู้ โดยสารทางอากาศ และพิธีสารแนบท้ายความตกลง จำนวน 2 ฉบับ และพิธีสารเพื่ออนุมัติข้อผูกพันชุดที่ 6 ของบริการขนส่งทางอากาศภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยบริการของอาเซียนกรอบการ เจรจาเพื่อการดำเนินงานความร่วมมือด้านการขนส่งภายใต้กรอบอาเซียน และร่างบันทึกข้อตกลงเพื่อการจัดตั้งศูนย์พลังงาน BIMSTEC ภายใต้กรอบความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทาง วิชาการและเศรษฐกิจ ซึ่งร่างบันทึกข้อตกลงเพื่อการจัดตั้งศูนย์พลังงาน BIMSTEC เป็นร่างที่คณะรัฐมนตรี เสนอเข้ามาใหม่ภายหลังจากการประชุมครั้งที่ผ่านมาได้ขอถอนออกไปเพื่อศึกษา รายละเอียดเพิ่มเติม โดย นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุว่า ความตกลงเรื่องความร่วมมือด้านการขนส่งภายใต้กรอบอาเซียนนั้นจะทำให้เกิด ประโยชน์ด้านการค้า การลงทุน ทั้งนี้หลังการอภิปรายของสมาชิก ส.ส.ฝ่ายค้าน ได้ท้วงติง แสดงความเป็นห่วงเรื่องการให้บริการแล้ว จากนั้นที่ประชุมได้ลงมติเห็นชอบกรอบความร่วมมือทั้ง 3 กรอบ

จากนั้น ที่ประชุมได้มีมติอนุมัติให้นำเรื่องที่คณะกรรมาธิการวิสามัญเสนอให้สภาผู้ แทนราษฎรพิจารณาร่างข้อบังคับ ว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการ พ.ศ.... ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณายกร่างเสร็จแล้วไว้พิจารณาในสมัยประชุมนี้ สำหรับสาระสำคัญของร่างประมวลจริยธรรม มีเนื้อหากำหนดบทบาทหน้าที่ของ ส.ส.และคณะกรรมาธิการให้ทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อแก้ไขปัญหาองค์ประชุม และการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิก โดยมีข้อกำหนดชัดเจนในการมาประชุม การปฏิบัติตัว ตลอดจนการมีส่วนร่วมรับผิดชอบตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ให้สมาชิกมีอิสระ ไม่มีผลประโยชน์ขัดกัน รวมถึงยังได้กำหนดพฤติกรรมและการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมที่อาจนำไปสู่การถอด ถอน และบทลงโทษกรณีสมาชิกขาดประชุมเกิน 3 ครั้ง มีโอกาสที่จะถูกยื่นถอดถอนจากสมาชิกภาพได้

ที่ประชุมร่วมรัฐสภาพิจารณากรอบการเจรจาและข้อตกลงโดยผ่านความเห็นชอบกรอบเจรจาตปท.

ที่ประชุมร่วมรัฐสภาพิจารณากรอบการเจรจาและข้อตกลงโดยผ่านความเห็นชอบกรอบเจรจาตปท. 4 กรอบ
สำนักข่าวแห่งชาติ 12 พ.ย. 52

ที่ประชุมร่วมรัฐสภาใช้เวลาเกือบ 4 ชั่วโมง ตั้งแต่ช่วงเช้า พิจารณากรอบการเจรจาและข้อตกลง โดยผ่านความเห็นชอบกรอบเจรจาต่างประเทศ ได้ 4 กรอบ ทำให้รัฐบาลสามารถดำเนินการลงนามกับประเทศคู่ตกลงได้

การประชุมร่วมรัฐสภาวันนี้(12 พ.ย.) เริ่มขึ้นเวลา 11.00น. จากเดิมที่กำหนดเปิดประชุมเวลา 09.30 น. แต่เนื่องจากมีสมาชิกมาร่วมลงชื่อเข้าประชุมไม่ถึงกึ่งหนึ่ง จึงไม่สามารถเปิดการประชุมได้ ทำให้นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ต้องเลื่อนการประชุมเป็น 11.00 น. โดยที่ประชุมรัฐสภา พิจารณาลงมติเห็นชอบ พิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ 2 ภายใต้พิธีสารระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐเปรูเพื่อเร่งการเปิดเสรี การค้าสินค้าและอำนวยความสะดวกทางการค้า และหนังสือแลกเปลี่ยนความเข้าใจเรื่องสินค้าสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์น้ำ , ท่าทีและกรอบการเจรจาของไทยในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในกรอบอาเซียนเกี่ยวกับแผนการส่ง เสริมสินค้าเกษตรและป่าไม้

ก่อนหน้านี้สมาชิกรัฐสภาฝ่ายรัฐบาล และ ส.ว. ส่วนใหญ่อภิปรายสนับสนุนกรอบการเจรจาและหนังสือสัญญาทั้ง 3 ฉบับ แต่ขอให้รัฐบาลประเมินผลที่จะเกิดขึ้น ก่อนการลงนามในแผนการส่งเสริมเกษตรและป่าไม้ เพราะเป็นทรัพยากรที่มีมากในไทย ซึ่งจะทำให้ไทยได้รับผลประโยชน์ ดังนั้นการพิจารณาต้องเข้มข้นกว่าครั้งที่ผ่านมา

ขณะที่ฝ่าย ค้าน อภิปรายไม่เห็นด้วยกับการกู้เงินต่างประเทศ เพราะเกรงว่าจะเป็นปัญหาทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น แต่เห็นว่าเป็นการสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไม่มีความสามารถในการหาเงินมาพัฒนา ประเทศ นอกจากการกู้เงิน พร้อมทั้งเป็นห่วงเรื่องการทุจริต และไม่โปร่งใสในแต่ละโครงการ และเห็นว่าประเทศไทยไม่เอื้ออำนวยให้กับการเปิดเสรีทางการค้า หากไทยไม่ปรับปรุงโครงสร้างด้านสินค้าเกษตรในอนาคตไทยจะเสียเปรียบ อาชีพเกษตรกรรมจะถดถอย ทั้งนี้เห็นว่านโยบายรัฐบาลยังคงสับสนไม่มีความเป็นเอกภาพ และไม่มีฐานข้อมูลให้กับเกษตรกรว่าจะตัดสินใจอย่างไรในการปลูกสินค้าเกษตร สำหรับบรรยากาศการประชุมรัฐสภาเป็นไปด้วยดี ไม่มีปัญหาเรื่ององค์ประชุม

ประชุมร่วมรัฐสภาเห็นชอบกรอบความร่วมมือ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 1900

ที่ประชุมร่วมรัฐสภาเห็นชอบกรอบความร่วมมือ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ที่ ครม. เป็นผู้เสนอแล้ว 7 ฉบับ
สำนักข่าวแห่งชาติ 9 พ.ย. 52

ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา มีมติเห็นชอบกับกรอบความร่วมมือ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ที่คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอแล้ว 7 ฉบับ

การประชุมร่วมกันของรัฐสภา สมัยสามัญนิติบัญญัติ วันนี้ (9 พ.ย.52) ยังเป็นการพิจารณากรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ จำนวนกว่า 20 ฉบับ ที่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 โดยขณะนี้ยังเป็นการพิจารณากรอบความตกลงทางการค้าระหว่างรัฐบาลแห่งราช อาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งยูเครน และกรอบการเจรจาการค้าพหุภาคีภายใต้องค์การการค้าโลก และกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีของไทยภายใต้การเจรจาอาเซียนกับประเทศ นอกกลุ่ม ซึ่งการอภิปรายของ ส.ส.ฝ่ายค้าน และ ส.ว.บางส่วน ยังคงไม่เห็นด้วยกับกรอบความร่วมมือดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าไทยและยูเครน มีดินแดนห่างไกลกัน การคมนาคมขนส่งยังไม่สะดวก ดังนั้นรัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการค้าระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียน เนื่องจากอยู่ใกล้ชิดกันและสามารถติดต่อค้าขายระหว่างกันได้สะดวกกว่าตลาด ที่อยู่ห่างไกล และรัฐบาลไม่ควรเร่งรีบเปิดเสรีทางการค้ามากเกินไป

ด้าน นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือดังกล่าวนับเป็นโอกาสดีที่ไทยจะได้ขยายตลาดการค้าไปยัง ยูเครน และกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างภาครัฐและเอกชนของ 2 ประเทศ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มมูลค่าการค้าของไทย ทั้งนี้ หลังการอภิปรายอย่างกว้างขวางที่ประชุมได้ลงมติให้ความเห็นชอบกับกรอบความ ร่วมมือทั้ง 2 ฉบับ

จากนั้นที่ประชุมได้พิจารณากรอบความร่วมมือระหว่างประเทศอีก 5 ฉบับพร้อมกัน คือ บันทึกการหารือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐ สังคมนิยมเวียดนาม, บันทึกความเข้าใจลับระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐ ประชาชนบังคลาเทศ, บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐ อินเดีย, บันทึกความเข้าใจลับระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐ ฟิลิปปินส์, รายงานผลการเจรจาการบินระหว่างไทย-ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย, พิธีสารแก้ไขบันทึกความเข้าใจอาเซียนว่าด้วยบริการขนส่งสินค้าทางอากาศ ซึ่งหลังการอภิปรายของสมาชิก ที่ประชุมได้มีมติผ่านความเห็นชอบทั้ง 5 ฉบับ

จากนั้น เป็นการพิจารณาบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชาต่อทันที